“นายกฯ มอบนโยบายผู้บริหาร มท.-ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ลุยงานเชิงรุกรับมือวิกฤต 4 ภัยหลัก “เศรษฐกิจ มั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม”เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน

“นายกฯ มอบนโยบายผู้บริหาร มท.-ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ลุยงานเชิงรุกรับมือวิกฤต 4 ภัยหลัก “เศรษฐกิจ มั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม”เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน

วันนี้ (22 เม.ย. 69) เวลา 08.09 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญกระทรวงมหาดไทยพร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมมอบนโยบาย โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ปรึกษาระดับทรงคุณวุฒิ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง รองอธิบดี หัวหน้าหน่วยงานระดับกองและสำนัก เข้าร่วมประชุม โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ และข้าราชการในส่วนภูมิภาค ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

.

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณที่ได้ร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงกันในวันนี้ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและติดตามสถานการณ์ด้านสาธารณภัย ความมั่นคง รวมทั้งการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ของประเทศ เพื่อที่จะร่วมกันหาทางออกและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าประเทศนี้จะมีปัญหาหรือมีวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน กระทรวงมหาดไทยคือหน่วยงานหลักในการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะใช้บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้การขับเคลื่อนงานภารกิจดังกล่าวได้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด “ขอให้ทุกหน่วยในกระทรวงมหาดไทยดำเนินการเชิงรุกโดยเร็วที่สุด ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 69 ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเร่งดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว และเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในภัยพิบัติในห้วงต่อไปด้วย”

.

“ในการดำเนินการที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมีความพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ ทั้งในเชิงป้องกันและการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ต้องอาศัยการใช้งบประมาณของราชการไปจำนวนมาก ซึ่งทุกครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์เรามักจะตรงไปที่การดูแลเยียวยาพี่น้องประชาชน แต่หากมองในภาพรวมงบประมาณที่ใช้ไปกับการเยียวยาเหล่านั้นแทบจะไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ดังนั้นการจ่ายเงินเยียวยาจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่จะต้องทำคือจะต้องหาแนวทางวิธีการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคในจังหวัดในพื้นที่ต่างๆ การบังคับใช้กฎหมาย กำกับควบคุมดูแลไม่ให้คนในพื้นที่กระทำการผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบริหารราชการโดยไม่รอส่วนกลาง เพราะท่านมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ของท่าน และวันนี้เราต้องเผชิญภัยทางด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็น 4 ภัยหลักตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับภัยเหล่านี้ ขอให้ท่าน “Grouping” จัดกลุ่มงานเหล่านี้เพื่อที่จะให้เราสนับสนุนงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

.

เรื่องการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ถือเป็นนโยบายที่ได้มอบให้ทุกจังหวัดได้ถือปฏิบัติโดยเร่งด่วน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็น “Single Command” ในการสั่งการควบคุมสถานการณ์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูง ท่านสามารถบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมไปถึงฝ่ายทหาร พลเรือน และความมั่นคง ในด้านการป้องกันปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ตลอดจนภัยพิบัติอื่นๆ ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องมีการวางแผนอย่างดีในการที่จะควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท่านอย่างเต็มที่ สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด ประสานกับตำรวจ เจ้าพนักงานตามกฎหมาย อาทิ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ ซึ่งการลักลอบจุดไฟเผาป่าต้องไม่เกิดขึ้นและต้องดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ในการปฏิบัติการควบคุมไฟป่า ขอให้ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จัดทำแนวกันไฟ ประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอุปกรณ์และสรรพกำลังในการดับไฟป่า เพื่อสนับสนุนภารกิจในพื้นที่เสี่ยงหรือเข้าถึงยาก เรามีอากาศยานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่พร้อมเข้าถึงพื้นที่นอกจากนี้ได้ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกองทัพ พร้อมที่จะสนับสนุนยวดยานพาหนะปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ให้ประสานร่วมกับกระทรวง อว. หรือ DES ในการใช้ข้อมูลเทคโนโลยี ติดตามหาจุดความร้อน “Hotspot” เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ และสามารถเข้าไปดับไฟได้อย่างทันท่วงที

.

นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า ขอให้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ในการป้องกันไฟป่า โดยยกตัวอย่างแนวทางภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามแนวคิดป่าเปียก ที่มีแหล่งน้ำคลองไส้ไก่ สูบน้ำขึ้นไปยังที่สูงแล้วปล่อยลงมาให้ป่าเปียกชุ่มน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ใบไม้แห้งเกิดความชื้นเปียก ลดโอกาสเกิดไฟป่าหมอกควันได้ และยังทราบมาว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวง อว. และ DES นำระบบ Gistda มาใช้ในการติดตามระบุพื้นที่มีการปลูกพืชผลทางการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน หากผลผลิตที่ได้มานั้นเกิดจากการเผาป่าหรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เราก็พร้อมที่จะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าไม่ว่าจะเป็นผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้น หากมีการลักลอบนำเข้ามา ต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตรวจสอบตรวจตราบูรณาการความร่วมมือดำเนินการอย่างเต็มที่ คำนึงถึงความถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โดยไม่มีประโยชน์แอบแฝงเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ส่งผลถึงชาวบ้านและประเทศชาติสูงสุด

.

เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตะภัย และพายุฤดูร้อน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เตรียมการวางแผนให้พร้อม ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำกับดูแลการสร้างแนวกันดิน ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จัดการไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง ขยะมูลฝอย ซากพืช กีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลลงไปแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำสายหลักได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องวางแผนจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่จะเกิดในพื้นที่ได้ และขอให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้า การประปา องค์การตลาด องค์การจัดการน้ำเสีย หากมีเรื่องจำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ขอให้ท่านได้ดำเนินการทันทีไม่รีรอ ถือว่าเป็น “CSR” โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรหรือ “KPI” ขององค์กร สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครดิตที่จะทำประโยชน์ บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหลัก ช่วยเหลือประเทศชาติเป็นอันดับแรก

.

เรื่องการแก้ไขและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา” เป็นในการดำเนินงานในพื้นที่ บูรณาการความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตของประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เน้นการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ บูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร เป็นหนึ่งเดียวกัน มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมแก่ประชาชน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่บริหารจัดการอย่างเต็มที่

.

เรื่องการรับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสถานการณ์สู้รบในประเทศตะวันออกกลาง การเข้าถึงแหล่งพลังงาน ประเทศไทยเรามีความสามารถในการนำเข้าน้ำมันเพื่อให้บริการประชาชน ต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศทุกท่านที่ได้ปฏิบัติการให้บรรลุตามเป้าหมายของเราในการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้พี่น้องประชาชนได้เดินทางสัญจรกลับได้อย่างสะดวก การอำนวยความสะดวกผ่อนปรนเวลาเดินรถขนส่งน้ำมัน ช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการป้องกันการกักตุนน้ำมัน ซึ่งท่านได้บูรณาการบริหารบริหารจัดการการ ควบคุมดูแลสถานการณ์บริการน้ำมันในแต่ละจังหวัดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้ศึกษาเรื่องการมาตรการประหยัดไฟฟ้า เปิดปิดไฟในโซนพื้นที่จำเป็น รวมถึงมาตรการพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตพลังงานในอนาคต

.

เรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะ “รัฐบาลของจังหวัด” ได้เตรียมการอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตามที่รัฐบาลจะได้มีมาตรการในระยะใกล้นี้ รวมถึงบัตรสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนในเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนสูงสุด นอกจากนี้ เรื่องการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ดำเนินตามนโยบายและแนวทางที่รัฐบาลได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเรามีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้งบประมาณ ให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก ตัวอย่างเช่นแนวทาง “Zero-Based Budgeting” อิงสถานการณ์ปัจจุบันและวางแผนการใช้งบประมาณ ไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่ผ่านมา รวมถึงลดงบประมาณในการศึกษาดูงาน การจัดประชุม การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ขอให้ใช้วิธีการเช่าแทน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้น ตลอดจนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Net Zero ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์การสหประชาชาติ UN ผลักดันขับเคลื่อนทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนบนเวทีโลก จึงขอให้ทุกท่านได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้

.

“ขอให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ประชาชน และประเทศของเรา หากมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องการหารือขอให้ท่านไม่รีรอที่จะตรงเข้ามา ให้ถือว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน ไม่มีลำดับขั้น ไม่มีนาย เราต่างกันแค่หน้าที่ ให้คิดว่าทำงานให้บ้านเมืองด้วยกัน และพร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกด้าน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” เพื่อพี่น้องประชาชน” นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้าย

.

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *